เส้นทางแหล่งท่องเที่ยวเชิง ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม

การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์เป็นรูปเเบบการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากกระเเสความต้องการของนักท่องเที่ยว ในหลายๆ ประเทศหรือการถูกจัดให้เป็นกลุ่มสิ่งสำคัญของโลก รวมทั้งนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐที่มุ่งรักษาเเละพัฒนาเเหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ โดยจะมีการสนับสนุนการกำหนดจุดขายที่ชัดเจนเเละเชื่อมโยงให้เกิดการเกื้อหนุนกันภายใต้เเนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน

การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เป็นการท่องเที่ยวไปยังเเหล่งท่องเที่ยวที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เเละสังคม รวมไปถึงสถานที่ที่มีความผูกพันทางจิตใจของชนรุ่นหลัง เพื่อชื่นชมเเละศึกษาเรียนรู้ต่อประวัติศาสตร์เเละโบราณสถานในเเหล่งท่องเที่ยวนั้น บนพื้นฐานของความรับผิดชอบเเละมีจิตสำนึกต่อการรักษามรดกทางวัฒนธรรมเเละคุณค่าของสภาพเเวดล้อม โดยที่ชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการการท่องเที่ยวนั้น กลุ่มทีมงานของเรา "HISTORICAL AND CULTURAL TOURIAM ROUTE BURIRAM" จึงขอเชิญชวนทุกท่าน มารวมเป็นส่วนหนึ่งของเรา ยินดีตอนรับทุกท่าน

ธ สถิตในใจประชา รอยยาตรามหาพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

วันนี้ (7 ก.ย.61) จังหวัดบุรีรัมย์จัดงาน น้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช “ธ สถิตในใจประชา รอยยาตรามหาพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก” ที่บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ โดยมีนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธาน ในงานประกอบไปด้วยพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะ พิธีถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) และการรำเทิดพระเกียรติจาก 4 ชาติพันธุ์(ไทยโคราช ไทยลาว ไทยเขมร และไทยกูยหรือส่วย) ในชุด“น้อมมนัสนบสำนึกพระบารมี” โดยหัวหน้าส่วนราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจพ่อค้า ประชาชน นักเรียน นักศึกษา และประชาชนร่วมรำเทิดพระเกียรติจำนวน 10,242 คน ซึ่งตัวเลข 1 หมายถึง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช รัชกาลที่ 1, เลข 10 หมายถึง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และ 242 หมายถึง จำนวนปีของการครบการก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์ครบ 242 ปี ในปี 2561 /มีพิธีประกาศหลักเมือง “ธ สถิต ลิขิตเมือง” พร้อมเคลื่อนขบวนยาตราอย่างยิ่งใหญ่ สวยงามไปยังบริเวณศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์หลังเดิม โดยมีพันเอกพิเศษวันชนะ สวัสดี หรือ ผู้พันเบิร์ด นักแสดงนำจากภาพยนตร์เรื่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ร่วมในขบวนยาตรา

นอกจากนั้นแล้วยังมี การแสดงดนตรี กวีศิลป์ โดยศิลปินแห่งชาติ ได้แก่ ครูเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศ.เกียรติคุณปรีชา เถาทอง อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี และคุณแม่ฉวีวรรณ ดำเนิน /การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากภูมิปัญญาพื้นบ้าน อัตลักษณ์ 4 ชาติพันธุ์ /การแสดงลำนำ ร้อยเรื่องราวเมืองแปะ 242 ปี สู่เมืองบุรีรัมย์ เลิศล้ำเมืองกีฬา Light & Sound 360 องศา เมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรม เลิศล้ำเมืองกีฬา /การแสดงสุดยอดศิลปิน Legend of Buriram เช่น สมจิตร จงจอหอ,ฟลุค ไอน้ำ , จ่าหรอย เฮนรี และดุ่ย เชียงรัมย์ ร่วม กับ วงซิมโฟนีออเคสตร้าจากมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ / ชม ชิม ช้อป แช๊ะ แชร์ ตลาด วิถีชุมชน คนบุรีรัมย์ ณ ลานวัฒนธรรม ตลาดอารย 4 ชาติพันธุ์



ที่มา :
สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดบุรีรัมย์

อ่านต่อ อ่านทั้งหมด

กินขาหมู ดูฟุตบอล นอนบุรีรัมย์ เชียร์บอลโลก

เทศกาลขาหมูบุรีรัมย์ 2018 “กินขาหมู ดูฟุตบอล นอนบุรีรัมย์ เชียร์บอลโลก”

จัดโดย จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์  

พบกับร้านขาหมูบุรีรัมย์อร่อยกว่า 40 ร้าน ค้นหาสุดยอดขาหมูบุรีรัมย์ และ ขาหมูฟิวชั่น ยอดเยี่ยมประจำปี 2018 สนุกสนานไปกับ การประกวด เทพธิดาแห่งความอร่อย & เทพบุตรสุดแซ่บ 

ชมฟุตบอลดาร์บี้แมตช์แห่งเมืองอีสาน บุรีรัมย์ยูไนเต็ด VS อุบล ยูเอ็มที เชียร์สุดมันส์กับ ฟุตบอลโลก รอบชิงชนะเลิศ และชิงที่สาม กับจอ LED ยักษ์ พร้อมเครื่องดื่มกับเพื่อนฝูงคนรู้ใจ

ที่มา : สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์

อ่านต่อ อ่านทั้งหมด

Thailand Shopping and Dining paradise 2018 กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง ที่จังหวัดบุรีรัมย์

ททท.จัดงาน "บุรีรัมย์ Blue City ดี..มีเยอะ” ภายใต้โครงการ Thailand Shopping and Dining paradise 2018 กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง ที่จังหวัดบุรีรัมย์

วันนี้(29 มิ.ย. 61) นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เปิดงาน "บุรีรัมย์ Blue City ดี..มีเยอะ” ภายใต้โครงการ Thailand Shopping and Dining paradise 2018 กระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง ที่บุรีรัมย์คาสเซิล อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งจัดขึ้นไปจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 โดยมีนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับ มีนักท่องเที่ยวและประชาชนชาวบุรีรัมย์เดินทางไปเที่ยวชมงานและจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก
 
ภายในงานมีผู้ประกอบการ ห้าสรรสินค้า ศูนย์การค้า โรงแรม ที่พัก สปา ร้านอาหาร รถเช่า และอื่นๆ ร่วมจัดรายการลดแลกแจกแถมและเสนอสิทธิพิเศษจำนวนกว่า 150 ร้านค้า มีบูธจำหน่ายสินค้าพรีเมี่ยม สินค้าชุมชน ร้านค้า ร้านอาหาร บริการทางการท่องเที่ยวที่คัดสรรมาเป็นอย่างดี ตอลดทั้งมีกิจกรรมการกุศลระดมเงินสมทบทุนโครงการอาหารกลางวันให้กับมูลนิธิเด็ก และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมายตลอดการจัดงานทั้ง 3 วัน

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การจัดทำโครงการ "Thailand shopping & Dining paradise 2018 ซึ่งจังหวัดบุรีรัมย์เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก มีความหลากหลายโดดเด่นทั้งทางด้านการท่องเที่ยวและกีฬา มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไปเที่ยวตลอดทั้งปี ส่งผลให้เศรษฐกิจของจังหวัดบุรีรัมย์ขรายตัวและเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ได้ร่วมมือกับจังหวัดบุรีรัมย์จัดงาน "บุรีรัมย์ Blue City ดี..มีเยอะ”นำเสนอสินค้าและบริการให้เป็นที่รู้จักแก่นักท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นให้เกิดการกระจายการเดินทาง และรายได้ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเศรษฐกิจให้กับเมืองรองตามนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงนอกฤดูการท่องเที่ยว (Green Season) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นไปจนถึงวันที่ 1 กรกฎาคม 2561 นี้

ที่มา : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบุรีรัมย์

อ่านต่อ อ่านทั้งหมด

ขอเชิญเที่ยวงานเทศกาลว่าวแห่งอิสาน และว่าวนานาชาติ ครั้งที่ 31 ประจำปี 2561

จังหวัดบุรีรัมย์ ขอเชิญเที่ยวงานเทศกาลว่าวแห่งอิสาน
และว่าวนานาชาติ ครั้งที่ 31 ประจำปี 2561
ระหว่างวันที่ 19-20 มกราคม 2561
ณ สนามกีฬาอำเภอห้วยราช (ภายในมหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติจังหวัดบุรีรัมย์)
ชม ช็อป ชิม ตลาดประชารัฐ และสินค้า OTOP
ระดับคุณภาพมากมายภายในงาน

วันศุกร์ที่ 19 มกราคม 2561
- แข่งขันประกวดร้องเพลง
- แข่งขันว่าวทุกประเภท
- ชมขบวนแห่มหกรรมว่าว
- ชมการแสดงชุดห้วยราชบ้านเรา
- ประกวดธิดาว่าว
- รำวงย้อนยุค
- ชมหมู่บ้านว่าว

วันเสาร์ที่ 20 มกราคม 26561
- แข่งขันวิ่งว่าว (เขย) นานาชาติ
- แข่งขันแกว่งแอก
- แข่งขันร้องเพลงรอบชิงชนะเลิศ
- ชมการแสดงเดินแบบผ้าไหม
- ชมการแข่งขันชกมวยศึกมหกรรมงานว่าวอีสาน
- รำวงย้อนยุค
- ชมหมู่บ้านว่าว.
พบกับการแสดงบนเวทีตลอดทั้งงาน

ที่มา : ที่นี้..ห้วยราช

อ่านต่อ อ่านทั้งหมด

ปราสาทไปรบัด 2

ปราสาทปลายบัด 2 อยู่ห่างจากปราสาทปลายบัด 1 ประมาณ 1 กิโลเมตร ทางด้านทิศตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอประโคนชัย อำเภอละหานทราย และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ  ลักษณะปราสาทเป็นศาสนสถานตั้งอยู่บนสันเขาตามความเชื่อศาสนาฮินดู มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ในรัชกาลของพระเจ้าหรรษวรมันที่ 1 (พ.ศ.1443-1456 หรือ ค.ศ.900-913) ตามที่ปรากฏในศิลาจารึก ปราสาทประธานสร้างด้วยอิฐ (ชูชาติ ราชจันทร์, 2559) ส่วนกำแพงก่อสร้างจากหินภูเขาไฟ มีความงดงามในศิลปะเขมรแบบเกาะแกร์ มีประตูอยู่ทางด้านทิศตะวันออก อีกสามด้านเป็นประตูหลอก กรอบประตูและทับหลังสร้างด้วยหินทราย ลักษณะปราสาทสามหลังตั้งตระหง่านอยู่บนฐานเดียวกัน มีรูปครุฑประดับ ส่วนอิฐก่อเป็นแนวผนังข้างหน้าบันผนังด้านในมีทับหลังหินทรายโกลนเป็นรูปไว้ ขอบประตูมีลวดลาย ปัจจุบันพังทลายเหลือเพียงผนังด้านทิศเหนือ และทิศตะวันออก เนื่องจากถูกนักล่าของเก่าระเบิดทำลายเพื่อขุดหาโบราณวัตถุ ซึ่งกล่าวกันว่าได้ประติมากรรมรูปเคารพในพุทธศาสนาลัทธิมหายานไปจำนวนมาก ทางด้านหน้าปราสาทมีบรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลง เสาและกรอบประตูเป็นหินทราย ปัจจุบันคงเหลือผนังเพียงข้างเดียว

จากการสำรวจพบทับหลังหินทรายจำหลักรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ริมขอบบนเป็นรูปโยคีขัดสมาธิประนมมือ นอกจากนี้ยังมีแผ่นศิลาจารึกจากปราสาทไปรบัด 2 หลงเหลืออยู่ โดยมีประชาชนบ้านย้ายแย้ม ตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ (ชื่อนายพูน เลื่อยคลัง) เก็บมาเมื่อครั้งมีการระเบิดปราสาทและได้นำมามอบให้กรมศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญการอ่านจารึกของกรมศิลปากร ได้อ่านแปลจารึกหลักนี้ได้ความว่า เป็นจารึกอักษรของโบราณภาษาเขมร-สันสกฤต ระบุศักราชตรงกับ พ.ศ. 1486 ซึ่งข้อความบนจารึกเป็นรายนามบุคคล  (กรมศิลปากร, 2510)

อ้างอิง
กรมศิลปากร. (2510). รายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถาน ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 ภาค 2 พ.ศ. 2503-2504 / กรมศิลปากร. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. 
ชูชาติ ราชจันทร์. (2559). ยื่นหนังสือ ผวจ.บุรีรัมย์ บูรณะปราสาทปลายบัดเป็นที่เที่ยวเชิงประวัติฯ.  หนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ ฉบับวันที่ 3 เมษายน 2559. https://www.thairath.co.th/content/600578. สืบค้นวันที่ 30 มิถุนายน 2559.

อ่านต่อ อ่านทั้งหมด

วัดศีรษะแรด (วัดหงส์)

วัดหงส์บ้านศีรษะแรด เป็นวัดเก่าทีมีตำนานเล่าขานในสมัยก่อน ท่าวปากนาท้าวเหล็กสะท้าน  ท้าวไกรสร เสนาบดีเมืองสุวรรณภูมิ  (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดมหาสารคาม) ซึ่งเป็นคนไทยเชื้อสายลาวพร้อมด้วยบริวาร ชอบเข้าป่าล่าสัตว์ในเขตลุ่มน้ำพังชู ตลอดไปจนถึงลุ่มน้ำชี (ในเขตจังหวัดชัยภูมิ) วันหนึ่งทั้ง 3 คน ได้ยิงนกได้ออกตามค้นหากลับพบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ไม่เคยพบที่ใดมาก่อนและพบหัวแรดอยู่ในหนองน้ำบริเวณดังกล่าวจึงกลับไปบ้านเกิดและชักชวนญาติพี่น้องมาตั้งรกรากอยู่ตั้งชื่อหมู่บ้านว่า บ้านหัวแรด ตามหัวแรดที่พบโดยมีเท้าศรีปากนา (นา) เป็นเจ้าเมือง เรียกว่า อุปฮาด ราชวงษ์ และช่วยกันบูรณปฏิสังขรณ์บริเวณที่พระพุทธรูปอยู่ เป็นวัดชื่อ วัดหงษ์ ตามชื่อนกที่ยิงแล้วมาตกบริเวณพระพุทธรูปดังกล่าวเรียกต่อมาว่า “พระเจ้าใหญ่” เป็นพระพุทธรูปสำริดปางมารวิชัยเนื้อทองสำริดหน้าตักกว้าง 1.77 เมตร สูง 2.22 เมตร สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างพร้อมอำเภอพุทไธสงประมาณ 300 ปีมาแล้ว คือประมาณ พ.ศ. 2200 ช่างที่ก่อสร้างอาจเป็นช่างสกุลลาวเพราะพุทธรูปหลายองค์ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช อัญเชิญมามีพระเกศเหมือนพระเจ้าใหญ่ เช่นที่วัดสระประทุม พระเกศลักษณะจะนี้จะมีเฉพาะในภาคอีสานและในประเทศลาวเท่านั้น ที่องค์พระเจ้าใหญ่มีอักษรขอมเฉพาะในภาคอีสานและในประเทศลาวนั้น ที่องค์พระเจ้าใหญ่มีอักษรขอมจารึก เท่าที่อ่านได้เฉพาะคำนำหน้าว่า พระเจ้าใหญ่ มาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์, 2553)

ปูชนียวัตถุที่มีความสำคัญของวัดคือ “พระเจ้าใหญ่” บุญญาภินิหารในด้านสัจจะอธิฐานผู้ใดมีข้อพิพากษากันและตกลงนำไม่ได้ก็จะบนบาน ต่อหน้าพระเจ้าหากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามก็จะมีอันเป็นไปทุกราย  แม้แต่ศาลก็เคยนำฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลยมาสาบานต่อหน้าพระเจ้าใหญ่หากใครต้องการเลิกสุราแล้วไปสาบานเมื่อสาบานแล้วไม่ปฏิบัติตามจะมีอันเป็นไปทุกราย เทศกาลประจำปี งานพระเจ้าใหญ่วัดหงส์ จัดเป็นงานประเพณีทุกปี ซึ่งตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 3

อ้างอิง
คณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์. (2553). บุรีรัมย์ ภูมิหลังประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม. สภาวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์

อ่านต่อ อ่านทั้งหมด

อนุสาวรีย์เราสู้

อนุสาวรีย์เราสู้สร้างขึ้นในสมัยนายบำรุง สุขบุษย์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด กอ.รมน. จังหวัดบุรีรัมย์พร้อมด้วยข้าราชการและประชาชนชาวบุรีรัมย์ร่วมกันสร้างขึ้น ณ ริมทางหลวงสายละหานทราย – ตาพระยา ตอนบ้านโนนดินแดง อำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ห่างจากศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ 103 กิโลเมตร การก่อสร้างอนุสาวรีย์แห่งนี้ใช้เวลาสร้าง 1 ปี ที่ดักซุ่มโจมตีขัดขวางการก่อสร้างถนนสายละหานทราย-ตาพระยา และด้วยความกล้าหาญ ความรักสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เส้นทางสายยุทธศาสตร์เส้นนี้จึงสำเร็จลงได้ 

ในช่วงก่อนปี พ.ศ.2508 ห้วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างรุนแรง จนถึงขั้นใช้กำลังเข้าตัดสินปัญหา ได้มีการยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ เพื่อต่อต้านรัฐบาลโดยมีการสะสมกองกำลังขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมีการก่อการร้ายเป็นระยะ จนเหตุการณ์ได้ถึงจุดรุนแรงที่สุดในปี พ.ศ.2521      

เส้นทางสายยุทธศาสตร์บุรีรัมย์ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2513 เมื่อรัฐบาลได้เริ่มโครงการก่อสร้างเส้นทางเชื่อมระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 61 อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์ กับหลักกิโลเมตรที่ 118 อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ในปัจจุบันเป็นระยะทาง 57 กิโลเมตร การก่อสร้างเส้นทางสายนี้เพราะเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศด้านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยต้องตัดผ่านเขตอิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.) ทำให้ฝ่าย ผกค. ต่อต้านขัดขวางการก่อสร้างสายนี้ทุกวิถีทาง ด้วยการวางทุ่นระเบิดอย่างหนาแน่น ดักซุ่มยิง ซุ่มโจมตีที่ตั้งกำลังทหารที่คุ้มกันการก่อสร้าง เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียทั้งเจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร อาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) และ ไทยอาสาป้องกันชาติ (ทสปช.) ทำให้ประชาชนในพื้นที่พากันรวบรวมกำลังพลต่อสู้กับ ผกค. อย่างห้าวหาญ เส้นทางสายนี้จึงสำเร็จลงได้                       

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้รักษาประชาธิปไตยต้องสูญเสียชีวิตพลเรือน ตำรวจ ทหาร และ ทสปช. จำนวนถึง 108 คน บาดเจ็บ 222 คน ในจำนวนนี้ทุพพลภาพ 25 คน และ สูญเสียยานพาหนะ เครื่องมืออุปกรณ์ก่อสร้างรวม 23 คัน และ รวมระยะเวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปี 8 เดือน สิ้นงบประมาณ 72,010,053 บาท      
เราสู้ เป็นชื่อที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ใช้ชื่อเพลงพระราชนิพนธ์ เราสู้ มาใช้ โดยมีพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2522 และพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2523 สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเกียรติประวัติและสดุดีวีรกรรมของประชาชนและเจ้าหน้าที่ทางราชการทั้งฝ่ายพลเรือน ตำรวจ ทหาร ที่ผนึกกำลังเข้าร่วมต่อสู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ซึ่งขัดขวางการสร้างทางสายละหานทราย – ตาพระยา ด้วยความรักสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและด้วยความห้าวหาญเสียสละจนสามารถสร้างทางยุทธศาสตร์สายสำคัญได้สำเร็จ ซึ่งทางจังหวัดและกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดบุรีรัมย์ ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศล และวางพวงมาลา เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้คนไทยรำลึกถึงวีรกรรมผู้กล้า และเปิดใช้การสัญจรไปมาในปัจจุบัน

จากอนุสาวรีย์เราสู้เข้าไปประมาณ 200 เมตร มีเขื่อนลำนางรอง ทำให้มองเห็นทิวทัศน์จากอนุสาวรีย์เราสู้ลงไปทางเขื่อนสวยงามมาก เป็นสถานที่พักผ่อนอีกแห่งหนึ่ง (สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์, 2526)


อ้างอิง
สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์. (2526). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดบุรีรัมย์. ขอนแก่น ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ท.

อ่านต่อ อ่านทั้งหมด

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง

สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์ (2526) ได้กล่าวถึง ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นปราสาทที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่โต มีการวางผังอย่างมีระเบียบและอยู่บนเนินเขา การวางแผนผังลักษณะใกล้เคียงกับปราสาทหินวัตภู ในแขวงจำปาศักดิ์ภาคใต้ของลาวและปราสาทเขาพระวิหาร ชายแดนไทยในจังหวัดศรีสะเกษ

ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ เขาพนมรุ้งเป็นแนวเขาติดต่อกับเขาไปรบัด เขาดิน เขาอังคาร และเป็นสาขาของเขาดงเร็ก อยู่ระหว่างเขตอำเภอนางรอง และด้านอำเภอประโคนชัย ปราสาทพนมรุ้งสร้างในสมัยพุทธศตวรรษที่ 15-18 ติดต่อกันหลายรัชกาล สำหรับอายุปราสาทหินพนมรุ้ง อาจทราบได้จากภาพสลักประติมากรรมที่ค้นพบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าศาสนสถานพนมรุ้งได้สร้างมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 และได้ปฏิสังขรณ์ต่อเดิมเรื่อยมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 ทำให้เห็นว่าปราสาทพนมรุ้งเป็นเทวลัยที่สำคัญ ที่ตั้งอยู่บนเส้นทางเมืองพระนคร (Angor) ในอาณาจักรขอมมายังปราสาทธม  จังหวัดสุรินทร์ ต่อชายแดนระหว่างกัมพูชา และประเทศไทย ปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ปราสาทพนมรุ้ง อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ขึ้นไปยังปราสาทหินพิมาย อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

ธวัช ปุณโรทก (2532) กล่าวว่า ปราสาทพนมรุ้งก็เช่นเดียวกับศาสนสถานอื่นๆ ในเอเชียอาคเนย์เป็นศาสนสถานในลัทธิฮินดู ได้รับอิทธิพลส่วนใหญ่จากศิลปะแบบทราวิทของอินเดียภาคใต้ องค์ประกอบสำคัญของปราสาทหินพนมรุ้ง ประกอบด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

ปรางค์ประธานเป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมขนาดกว้างด้านละ 8.20 เมตร สูง 26.50 เมตร มีมุขยื่นออกไปทั้ง 4 ทิศ มีประตูทั้ง 4 ด้าน ตามลัทธิเทวราชะ ซึ่งเริ่มแพร่เข้ามาในกัมพูชาและดินแดนใกล้เคียงในราว พ.ศ. 1190 ถือว่าเป็นศูนย์กลางของจักรวาลเป็นดุจเขาไกรลาสอันเป็นที่ประทับพระศิวะ ประมุข ประมุขของรัฐในท้องถิ่นจะสร้างศิวลึงค์อันเป็นตัวแทนขององค์พระศิวะ ประดิษฐานไว้ในปรางค์ประธานองค์นี้ ใต้ฐานศิวลึงค์จะมีร่องน้ำโสมสูตรผ่านธรณีประตูมุขด้านเหนือออกสู่ด้านนอก เมื่อมีพิธีสรงน้ำศิวลึงค์น้ำจะไหลผ่านออกที่ปลายโยนีโธรณะหรือฐานศิวลึงค์ อั้นเป็นสัญลักษณ์ของพระนางอุมา ตามรางโสมสูตรประชาชนที่ไม่สามารถเข้าไปร่วมพิธีภายในองค์ปรางค์ได้ ก็อาจได้รับน้ำจากรางมาประพรมหรือเจิมหน้า ถือว่าศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับแม่พระคงคาไหลผ่านองค์พระศิวะ ซึ่งเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งในประเทศอินเดีย

วิหาร หรือมณฑปด้านตะวันออกของปรางค์ประธาน ถัดจากมุมฉนวนออกไปมีห้องโถงกว้าง 8 เมตร ยาว 10 เมตร ทับหลังด้านในแกะสลักเป็นรูปฤาษี ห้องนี้จึงใช้เป็นวิหารหรือโรงสวดอย่างแน่นอน ด้านหน้าข้างมุขมีประตูออกทางทิศตะวันออกเชื่อมกับประตูโคปุระด้านหลังหรือบรรณ เหนือประตูตะวันออกนี้แกะสลักเป็นรูปศิวนาฏราช ถือได้ว่าศาสนสถานแห่งนี้สร้างขึ้นในลัทธิไศวนิกาย

ปรางค์อิฐ ปรางค์อิฐเดิมเข้าใจว่ามี 3 องค์ แต่ปัจจุบันเหลือให้เห็นเพียง 2 องค์ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปรางค์ประธาน องค์หนึ่งหันหน้าสู่ทิศตะวันออก อีกองค์หนึ่งหน้าสู่ทิศใต้ เมื่อเมื่อพิจารณาจากเสาประดับกรอบปะตูและหลักฐานอื่นๆ ปรางค์นี้น่าจะเป็นศาสนสถานสิ่งแรกที่สร้างขึ้นบนเขาพนมรุ้ง คือสร้างขึ้นรางพุทธศตวรรษที่ 15 ซึ่งได้รับอิทธิพลจากขอมยุคบาเค็งตอนปลาย

ปรางค์น้อย ปรางค์องค์นี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์ปรางค์ประธาน ก่อสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ขนาดกว้างด้านละ 6 เมตร ก่อสร้างเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ขนาดกว้างด้านละ 6 เมตร ก่อด้วยศิลาทรายโดยทั่วไป ด้านในเป็นศิลาแลง สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16

บรรณาลัย ภายในระเบียงคตด้านหน้าของปรางค์ประธานมีวิหาร 2 หลัง สร้างด้วยศิลาแลง หลังหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีขนาดกว้าง 4.55 เมตร ยาว 8.80 เมตร หันหน้าไปทางทิศใต้ คือหันหน้าเข้าหาปรางค์ประธาน ส่วนอีกหลังหนึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีขนาด 9.50x7.60 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันตก เพื่อใช้เป็นบรรณาลัยหรือหอสมุด เทียบได้กลับหอไตรในพุทธศาสนสถาน

โคปุระหรือซุ้มประตู โคปุระ หมายถึง ประตูเมืองหรือทางผ่านเข้ารออก เป็นสัญลักษณ์การกั้นอาณาเขตระห่วางแดนมนุษย์กับแดนพระเจ้า จากโคปุระด้านทิศตะวันตกสามารถมองทะลุผ่านปรางค์ประธานและกรอบประตู 15 ช่อง ถึงโคปุระทิศตะวันออกได้ และจะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นตรงกลางกรอบประตูพอดีในวันเพ็ญเดือน 5 ของทุกปี

ระเบียงคต ระเบียงคนด้านทิศเหนือและใต้ยาวด้านละ 66 เมตร ด้านตะวันออกและตะวันตกยาวด้านละ 88 เมตร ก่อด้วยหินทรายทั้งหมด ยกเว้นทิศเหนือใช้ศิลาแลง ระเบียงคตก่อเป็นกำแพง 2 ชั้น ข้างในเป็นช่องทางเดินกว้าง 1.90 เมตร ช่องทางเดินนี้ไม่ทะลุถึงกันหมด มีการกั้นห้องเป็นช่วงๆ บางแห่งทำเป็นประตูหลอกไว้ บางแห่งทำเป็นช่องอากาศสำหรับมองลอดออกข้างนอกได้ หลังคาเป็นศิลาทรายสกัดเป็นทรงโค้ง มีบราลีทำด้วยศิลาทรายกลึงติดตั้งไว้บนหลังคาเป็นระยะๆ

บาราย (สระน้ำ) ด้านตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทห่างจากถนนหน้าปราสาทออกไปประมาณ 5 เมตร มีสระน้ำอยู่ 3 สระ เรียกกว่า สระไทร สระใหญ่ และสระบน ขอบกรุด้วยศิลาแลง คงใช้ขังน้ำไว้ใช้บริโภค ล้างมือ ล้างหน้า ก่อนเข้าสวดมนต์ ตามธรรมเนียมของฮินดู ผู้ดูแลศาสนสถานตามที่กล่าวไว้ในศิลาจารึก จะต้องคอยดูแลน้ำมิให้บกพร่อง การถวายบรรณาการด้วยน้ำ หมายถึงการนำน้ำมาใส่บ่อลักษณะนี้

เนินพลับพลา ด้านหน้าปราสาทห่างจากด้านทางขึ้นสู่ปราสาทประมาณ 50 เมตร มีเนินกว้างประมาณ 150x50 เมตร ทางทิศตะวันออกมีบันไดศิลาแลงลงสู่พื้นชั้นต่ำได้ 9 ชั้น ทิศตะวันตกมีอัฒจันทร์ 3 ชั้น ทอดยาวตามสันเนินดิน ถัดจากอัฒจันทร์มีศาลาเป็นแนวหินเรียงเป็นรูปกากบาท อาจเป็นฐานพลับพลาหรือสิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้ เพื่อเป็นที่พักและเตรียมการพิธีสำคัญ

ธรรมศาลา หรือโรงช้างเผือก ห่างจากถนนหน้าปราสาทไปทางทิศเหนือประมาณ 3 เมตร มีสิ่งก่อสร้างหลังหนึ่งเรียกสืบมาว่า โรงช้างเผือก สร้างด้วยหินทรายและศิลาแลงปนกัน หันหน้าไปทางทิศใต้สู่ถนนขึ้นปราสาท ตรงกลางยกพื้นสูง 1 เมตร กว้าง 6.40 เมตร ยาว 20.40 เมตร มีมุขยื่น มีชานศาลา มีทางขึ้นลง มีระเบียงล้อมรอบทั้ง 3 ด้าน ช่องว่างทางเดินภายในระเบียงคตขนาดกว้าง 4.35 เมตร ถัดจากระเบียงคตไปมีกำแพงศิลาล้อมรอบ 3 ด้าน อาคารหลังนี้แม้จะเรียกว่าโรงช้างเผือกซึ่งคงเรียกโดยคนรุ่นหลัง แต่น่าจะเป็นธรรมศาลาหรือศาสนสถานเมื่อเทียบกับรูปแบบการวางผังก่อสร้างกับศาสนสถานฮินดู

ถนนหน้าปราสาท ถนนสายนี้ปูด้วยศิลาทรายและศิลาแลง เริ่มต้นจากฐานพลับพลาตัดตรงไปจรดสะพานนาคราช ถนนยาว 160 เมตร กว้าง 7 เมตร ขอบถนนมีเสานางเรียงหรือเสียเทียนตั้งไว้เป็นระยะๆ

สะพานนาคราช เป็นสะพานเชื่อมระหว่างถนนกับบันไดนาคราช ก่อด้วยหินทรายเป็นรูปกากบาท ยกพื้นสูง 1.50 เมตร มีบันได 3 ชั้น อยู่ทั้ง 3 ทิศทาง ราวสะพานทำเป็นตัวนาค ปลายสุดของสะพานทุกชั้นจะสลักเป็นเศียรนาค 5 เศียร แผ่พังพานมีรัศมีรอบเป็นแผ่นเดียวกัน สะพานนาคราชนี้กว้าง 6.20 เมตร ยาว 20 เมตร เสาสะพานและราวสะพานล้วนสลักลวดลายประณีตสวยงามทุกส่วน ตรงกลางสะพานสลักเป็นรูปดอกบัวบาน อันเป็นที่กำหนดให้เป็นจุดศูนย์กลางของพิธีการบางอย่าง

บันไดขึ้นสู่ปราสาท ถัดจากสะพานนาคเป็นบันไดขึ้นสู่ปราสาท ทำด้วยหินทรายกว้าง 13 เมตร ยาว 30 เมตร โดยแบ่งเป็น 5 ชั้น แต่ละชั้นจะมีลานพัก

ชานบันไดและที่ตั้งประสาท เมื่อขึ้นถึงชั้นสูงสุดจะพบชานบันไดปูด้วยหินทรายขนาดกว้าง 6.25 เมตร ยาว 15 เมตร บริเวณนี้จะเป็นที่ตั้งองค์ปราสาท รอบองค์ประสาทเป็นที่ว่าง ซึ่งก่อศิลาเป็นเขื่อนกันพังไว้บริเวณด้านตะวันออก ยาว 18.50 เมตร ตะวันตกยาว  23.50 เมตร ทิศเหนือยาว 15 เมตร ทิศใต้ยาว 17.80 เมตร

ปัจจุบันเขาพนมรุ้งได้รับการยอมรับว่าเป็นปราสาทที่สร้างบนภูเขาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ปราสาทพนมรุ้งในอดีตถูกทอดทิ้งชำรุดเสียหายมาก ในปี พ.ศ. 2514 กรมศิลปากรได้ทำการบูรณะขึ้นใหม่โดยใช้วิธี Anasty losis คือวิธีการยกชิ้นส่วนทั้งหมดลงแล้วทำฐานและคานใหม่ยกขึ้นไว้ในตำแหน่งเดิมโดยพยายามรักษารูปแบบเดิมให้มากที่สุด และเพื่อเป็นการระลึกถึงอดีตของปราสาทพนมรุ้งทางจังหวัดได้จัดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งเป็นประจำ ในเดือนเมษายนของทุกปี และในเทศกาลขึ้นเขาพนมรุ้งยังมีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สำคัญคือจะมองเห็นดวงอาทิตย์จากปากช่องประตูทั้ง 15 ช่อง ของปราสาทพนมรุ้ง ปรากฏการณ์นี้จะเกิดในช่วงเดือนเมษายน และเดือนกันยายน และดวงอาทิตย์ตกในช่วงเดือนมีนาคมและเดือนตุลาคมของทุกปี เป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ (วิมล จิโรจพัน ธุ์ และคณะ, 2551)


อ้างอิง
ธวัช ปุณโณทก. (2532). เที่ยวอีสาน. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์พิฆเณศ.
วิมล จิโรจพันธุ์ และคณะ. (2551). มรดกทางวัฒนธรรมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. กรุงเทพฯ : บริษัทสำนักพิมพ์แสงดาว จำกัด.
สำนักงานจังหวัดบุรีรัมย์. (2526). ประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดบุรีรัมย์. ขอนแก่น ศิริภัณฑ์ออฟเซ็ท.

อ่านต่อ อ่านทั้งหมด

ปราสาทหนองหงส์

ปราสาทหนองหงส์ ตั้งอยู่บ้านโนนดินแดง ตำบลโนนดินแดง อำเภอโนนดินแดง มีทางแยกทางขวาเข้าเขื่อนลำนางรอง ปราสาทจะอยู่ห่างจากตัวเขื่อนออกไปทางด้านซ้ายประมาณ 500 เมตร ปราสาทหนองหงส์มีปรางค์ 3 องค์ ก่อด้วยอิฐ มีหินทรายประกอบเรียงกันเป็นแนวเหนือใต้บนฐานศิลาแลงเดียวกัน หันหน้าไปทางด้านทิศตะวันออก มีทางเข้าด้านหน้าด้านเดียว ด้านหน้าปรางค์มีฐานสี่เหลี่ยม 1 หลัง อาจเป็นบรรณาลัยก่อด้วยศิลาแลงและล้อมด้วยกำแพงศิลาแลง มีโคปุระ หรือซุ้มประตู 2 ด้าน คือ ทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตกมีคูน้ำล้อมรอบอีกชั้น แต่เดิมปรางค์ทั้ง 3 องค์ มีทับหลังติดอยู่ที่กรอบประตูด้านหน้า ทับหลังของปรางค์กลางจำหลักเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณหรือหน้ากาล ปรางค์องค์ทิศเหนือจำหลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหนือหน้ากาล ปรางค์องค์ทิศใต้ ทับหลังจำหลักเป็นพระอิศวร และพระอิศวรทรงโคนนทิเหนือหน้ากาล ปัจจุบันทับหลัง 3 ชิ้น ถูกโจรกรรมไปแล้ว จากลักษณะการก่อสร้างศิลปกรรมที่พบเป็นศิลปะแบบปาปานในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 (สมมาตร์ ผลเกิด, 2536 : 158)

ปราสาทหนองหงส์ หรือ ปราสาทในวัฒนธรรมขอม สร้างขึ้นบนพื้นฐานคติสัญลักษณ์แห่งเขาพระสุเมรุ คือศูนย์กลางแห่งจักรวาล ความเชื่อของศาสนาฮินดู ปราสาทหนองหงส์สร้างโดยอิฐสามก้อน บนฐานสูงเหมือนตั้งอยู่บนเขาสำหรับที่ประทับของเทพเจ้า ตั้งตรงกลางของการก่อสร้างทั้งหมด มีกำแพงแก้วเป็นปราการล้อมรอบ มีสระน้ำขนาดใหญ่ ทางด้านทิศตะวันออกฉียงเหนือ แทนสัญลักษณ์เป็นมหาสมุทร ตามคติศาสนาฮินดู
ด้านความเชื่อของชาวบ้านที่มีต่อโบราณสถานแห่งนี้ เชื่อว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า เจ้าพ่อหนองหงส์หรือเจ้าพ่อสีชมพูประจำอยู่ที่โบราณสถานแห่งนี้ ชาวบ้านมักจะมาเซ่นไหว้เพื่อขอโชคลาภ หรือบนบานในสิ่งต่างๆเสมอ โดยปกติจะมากราบไหว้ทุกวันพุธ และมีพิธีใหญ่ในวันพุธเดือนหกของทุกปี มีศาลอยู่ที่ตลาดเก่าโนนดินแดง (ศักดิ์ชัย  พจน์นันท์วาณิชย์ และ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์, 2553)

อ้างอิง
ศักดิ์ชัย พจน์นันท์วาณิชย์ และ ทนงศักดิ์ หาญวงษ์. (2553). การอนุรักษ์โบราณสถานปราสาทหนองหงส์. สำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา กรมศิลปากร.
สมมาตร์ ผลเกิด. (2536). ท่องเที่ยวอีสานใต้ อู่อารยธรรมขอมในประเทศไทย. สมบัติอีสานใต้ (ฉบับพิเศษ), วิทยาลัยครูบุรีรัมย์. เรวัตการพิมพ์.

อ่านต่อ อ่านทั้งหมด

ปราสาทไปรบัด 1

ปราสาทไปรบัด 1 ตั้งอยู่บนยอดเขาปลายบัดหรือไปรบัด ซึ่งเป็นภูเขาไฟเก่า สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 289 เมตร เป็นปรางค์ก่อด้วยอิฐหินทรายประกอบ 1 หลัง สร้างในรัชกาลของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1545-1593 หรือ ค.ศ.1002-1050)  ตั้งอยู่ห่างจากปราสาทเมืองต่ำไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะทางประมาณ 1.4 กิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ในเขตบ้านโคกเมือง ตำบลจรเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ ห่างจากจังหวัดบุรีรัมย์ประมาณ 62 กิโลเมตร ตัวปราสาทเหลือแค่ฐานกรอบประตู และผนังด้านหนึ่งของปรางค์ประธาน ภายในส่วนของห้องปรางค์เป็นหลุมลึก เหลือเพียงผนังด้านเดียว ยังมีช่องหน้าต่าง ช่องลม มีร่องรอยการขุดค้นหาสมบัติ นอกจากนี้ยังมีชิ้นส่วนของโบราณสถานแตกกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป (สมมาตร์ ผลเกิด, 2536)


อ้างอิง

สมมาตร์ ผลเกิด. (2536). ท่องเที่ยวอีสานใต้ อู่อารยธรรมขอมในประเทศไทย. สมบัติอีสานใต้ (ฉบับพิเศษ). วิทยาลัยครูบุรีรัมย์. เรวัตการพิมพ์.

อ่านต่อ อ่านทั้งหมด

บริการแผนที่

บริการค้นหาพื้นที่รวม อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ "คลิกไอคอน" ด้านล่าง ท่านก็สามารถพบเจอแผนที่ให้บริการต่างๆ ...

เทศกาลประเพณี


เส้นทางแหล่งท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกระจายอยู่ตามพื้นที่ของจังหวัด มีภูเขาไฟที่ดับแล้ว จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ ภูเขาไฟพนมรุ้ง ภูเขาไฟหลุบ ภูเขาไฟอังคาร ภูเขาไฟไปรบัด ภูเขาไฟเขาคอก และภูเขาไฟกระโดง ก่อให้เกิดความหลากหลายทั้งในด้านภูมิศาสตร์ประกอบกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อนสมัยทราวดี จนเกิดเป็นวัฒนธรรมบนเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่

1. เส้นทางสายไหม โดยมีจุดเริ่มต้นจากอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ขึ้นไปทางเหนือในพื้นที่ 5 อำเภอ ดังนี้ อนุสาวีย์รัชการที่ 1 ศาลหลักเมืองซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมือง หลังจากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางทิศเหนือผ่านวัดเกาะแก้วธุดงคสถาน (วัดระหาน) อำเภอบ้านด่าน ปรางค์กู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ วัดศรีษะแรด (วัดหงส์) อำเภอพุทไธสง และศูนย์หัตกรรมพื้นบ้าน อำเภอนาโพธิ์

2. เส้นทางสายใต้ภูเขาไฟ ซึ่งจุดเริ่มต้นจากอำเภอเมืองบุรีรัมย์ มุ่งสู่เส้นทางสายใต้ในพื้นที่ทั้งหมด 6 อำเภอ ดังนี้ อุทยานภูเขาไฟเขากระโดง อำเภอเมือง ปราสาทไปรบัด และปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย พิพิธภัณฑ์บ้านกรวด อำเภอบ้านกรวด วนอุทยานปราสาทพนมรุ้ง และวัดเขาอังคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ วัดป่าละหานทราย อำเภอละหานทราย และอนุสาวรีย์เราสู้ ปราสาทหนองหงส์ อำเภอโนนดินแดง

สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช)

ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์

มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

ติดต่อเรา

439 ถ.จิระ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ 31000
044-611221
  • image
  • image
  • image