วัฒนธรรม 4 ชาติพันธุ์ ในจังหวัดบุรีรัมย์

กลุ่มชาติพันธุ์ไทย-กูย

กลุ่มกวย เป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนน้อย เป็นกลุ่มชนที่มาความสามารถในการคล้องช้างและเลี้ยงช้าง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของเผ่าพันธุ์ ส่วนใหญ่จะพบกระจายกันอยู่ในอำเภอประโคนชัย อำเภอสตึก อำเภอประคำ อำเภอนางรอง และอำเภอลำปลายมาศ โดยมีประเพณี ความเชื่อที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น ได้แก่ 1) พิธีเซ่นผีปะกำของชาวไทยกูย พิธีเซ่นผีปะกำเป็นประเพณีของชาวไทยกูยมีจุดประส่งเพื่อ บอกกล่าวหรือแจ้งให้ผีปะกำทราบก่อนออกคล้องช้างอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีคือเชือกสำหรับคล้องช้างทำจากหนังโคหรือหนังควายชาวกูยมีความเชื่อว่าวิญญาณของปู่ยาตายายครูบาอาจารย์จะมาสิงในเชือกปะกำจึงถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์ประจำตระกูลเป็นสิ่งที่อาจบันดาลโคดีหรือโชคร้ายเมื่อเวลาออกไปคล้องช้าง มีการสร้างร้านหรือโรงเก็บปะกำและเซ่นสรวงเป็นประจำเพื่อความสิริมงคลโรงปะกำสร้างด้วยเสา 4 ต้น ยกเป็นรากสูงจากพื้นประมาณ 2-3 เมตร มุงหลังคากันแดดกันฝน ทุกคนในครอบครัวจะให้ความเคารพนับถือห้ามมิให้ขึ้นไปเหยียบย่ำ การประกอบพิธีกรรมประธานในการประกอบพิธี คือ หมอเฒ่า ซึ่งเป็นอาวุโสและมีความชำนาญในการคล้องช้างป่าครูเป็นบุคคลอาวุโสรองลงมา ส่วนคนที่มีความอาวุโสรองลงมาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น หมอสะดำ (ควาญช้างประจำข้างขวาช้าง) และหมอสะเดียง (ควาญช้างประจำข้างซ้ายช้าง) เสี่ยงทายด้วยคางไก่กับไข่ต้มเมื่อเตรียมเครื่องเซ่นแล้วก็จะเริ่มประกอบพิธีกรรมเซ่นผีปะกำได้

ประเพณีและความเชื่อของกลุ่มไทยกวยมีการปรับ รับเอาวัฒนธรรมที่อยู่ใกล้เคียงมาใช้ เช่นวัฒนธรรมของกลุ่ม ไทยเขมรและกลุ่มไทยลาว แต่ยังมีวัฒนธรรมของตนที่ยังคงรักษาไว้ เช่น ประเพณีการไหว้ศาลปะกำ พิธีแกลมอ (รักษาอาการเจ็บป่วยด้วยการร่ายรำทรงเจ้าทรงผี) เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าประเพณีเซ่นปะกำเป็นประเพณีของกลุ่มชาวกูยที่มีอาชีพจับช้างและเลี้ยงช้าง ในการจับช้างจะต้องใช้คาถาอาคมในการจับและคล้องช้าง ซึ่งต้องมีการร่ำเรียนและมีพิธีกรรรมหลายอย่าง และเชือกปะกำก็เป็นสิ่งสำคัญในการคล้องช้าง ซึ่งชาวไทยกูยเชื่อว่าเชือกนี้เป็นที่สิ่งสถิตของดวงวิญญาณบรรพบุรุษ ดังนั้นตามบ้านของชาวกูยที่จับช้างจึงต้องสร้างศาลปะกำสำหรับเก็บเชือกปะกำและต้องมีการเซ่นไหว้เป็นประจำเพื่อความเป็นสิริมงคล
การประกอบพิธีกรรมเซ่นหนังปะกำ ประธานในพิธีการในการประกอบพิธีกรรมคือ “หมอเฒ่า” ซึ่งเป็นผู้อาวุโสและมีความชำนาญในการคล้องช้างป่า ส่วนบุคคลที่มีอาวุโสรองลงมา ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหมอสะดำ (ควาญช้างประจำข้างขวาช้าง) และหมอสะเดียง (ควาญช้างประจำข้างซ้าย) เมื่อถึงเวลาประกอบพิธีควาญช้างอื่นๆ  พร้อมด้วยญาติพี่น้องมาพร้อมกันในโรงพิธีเครื่องเซ่นสังเวยในพิธีกรรม ได้แก่ หัวหมูพร้อมด้วยเครื่องในหมู หรืออาจเป็นเป็ดต้มแทนก็ได้ ไก่ต้ม 1 ตัว เหล้าขาว 1 ขวด กรวยใบตอง 5 กรวย นำดอกไม้เสียบในกรวย เทียน 1 คู่ หมาก 2 คำ บุหรี่ 2 มวน ข้าวสวย 1 จาน แกง 1 ถ้วย ขมิ้นผง น้ำเปล่า 1 ขัน ด้ายผูกแขน (ด้ายดำหรือแดง)




จะเห็นได้ว่าเซ่นผีปะกำแสดงให้เห็นว่าชาวไทยกูยนับถือผีโดยเฉพาะผีบรรพบุรุษซึ่งชาวไทยกูยนับถืออย่างเคร่งครัด โดยมีเชือกปะกำเป็นสื่อสัญลักษณ์ เพราะว่าเชือกปะกำเป็นที่สิงสถิตของดวงวิญญาณของบรรพบุรุษ และในเวลาที่ชาวกูยจะออกไปจับช้างป่าก็ต้องบอกให้ผีปะกำทราบจะได้ตามไปปกปักษ์รักษาให้ปลอดภัย ซึ่งความเชื่อเรื่องผีปะกำของชาวไทยถูยนี้ เช่นเดียวกับชาวไทยอีสานกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มไทยเขมร และกลุ่มไทยลาว ในเรื่องการนับถือผีเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงลักษณะของการผสมกลมกลืนกันทางวัฒนธรรม ระหว่างไทยกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ซึ่งจะมีการรับและถ่ายทอดทางวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน


กลุ่มชาติพันธุ์ไทย-ลาว

กลุ่มไทยลาวส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในเขต อำเภอพุทธไธสง อำเภอนาโพธิ์ อำเภอหนองกี่ อำเภอคูเมือง อำเภอลำปลายมาส อำเภอบ้านไม่ไชยพจน์และอำเภอแคนดง กลุ่มไทยลาวยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีดั่งเดิม คือ การปฏิบัติตามฮีตสิบสองหรือจารีตในการปฏิบัติทั้ง 12 เดือน ซึ่งจะยึดหลักพระพุทธศาสนาและความเชื่อในด้านนับถือบูชาผีบรรพบุรุษ พญาแถน เป็นต้น ประเพณี ฮีตสิบสอง มีรายละเอียดดั้งนี้

- เดือนเจียงหรือเดือนอ้าย (ธันวาคม) นิมนต์พระสงฆ์มาเข้าปริวาสกรรมหรือเข้ากรรม เพื่อฝึกสำนึกความผิดหรือความบกพร่องของตนและ มุ่งประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป ในด้านฆราวาสจะทำพิธีเลี้ยงแถนผีต่างๆ (ผีบรรพบุรุษ)

- เดือนยี่ (มกราคม) ทำบุญคูณข้าว หรือบุญคูณข้าวลาน โดยนิมนต์พระสงฆ์สวดมนต์เย็นและฉันภัตตาหารเช้าเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ข้าวเปลือกเมื่อพระฉันอาหารเช้าเสร็จก็ทำพิธีสู่ขวัญข้าวต่อไป

- เดือนสาม (กุมภาพันธ์) ทำบุญข้าวจี่และบุญมาฆบูชาเริ่มพิธีทำบุญข้าวจี่ในตอนเข้าโดยจะทำข้าวจี่ถวายพระสงฆ์พร้อมกับอาหารอื่นๆ ข้าวจี่ที่เหลือจากพระฉันแล้วชาวบ้านจะแบ่งกันรับประทานถือว่าจะเป็นมงคลแก่ตัว

- เดือนสี่ (มีนาคม) ทำบุญเผวส (บุญพระเวส) หรือบุญมหาชาติ มีการฟังเทศน์มหาชาติถือกันว่า ต้องฟังให้จบทุกกัณฑ์ในวันเดียวจึงจะได้กุศล

- เดือนห้า (เมษายน) ตรุษสงกรานต์ หรือทำบุญขึ้นบ้านใหม่มีการสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์

- เดือนหก (พฤษภาคม) ทำบุญบั้งไฟ และทำบุญวิสาขบูชาจะมีการฟังเทศน์ตลอกวัน กลางคืนมีเวียนเทียน สำหรับบุญบั้งไฟก็เป็นพิธีเพื่อ ขอฝนจากเทวดา (แถน) และการบวชนาค

- เดือนเจ็ด (มิถุนายน) ทำบุญซำฮะ เพื่อบูชาเทวดาอารักษ์หลักเมือง โดยพิธีเซ่นบวงสรวงหลักเมืองหลีกบ้าน ผีพ่อแม่ ผีปู่ผีเมือง (ผีบรรพบุรุษ) ผีตาแฮก (เทวดารักษาไร่นา) เพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณ

- เดือนแปด (กรกฎาคม) ทำบุญเข้าพรรษา มีการทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ ถวายภัตตาหาร เช้าและเพลแด่พระสงฆ์ สามเณรฟังพระธรรมเทศนา ตอนบ่ายและนำขี้ผึ้งมาหล่อเป็นเทียนพรรษาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา และจะเก็บไว้ตลอดพรรษา

- เดือนเก้า (สิงหาคม) ทำบุญข้าวประดับดินโดยจัดอาหารคาวหวาน หมากพลู บุหรี่ สุราและนำไปวางไว้ใต้ต้นไม้หรือที่ใดที่หนึ่งพร้อมทั้งเชิญวิญญาณบรรพบุรุษและญาติที่ล่วงลักไปแล้วให้มารับเอาอาหารไป

- เดือนสิบ (กันยายน) ทำบุญข้าวสาก หรือสลากภัตในวันเพ็ญเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ตาย

- เดือนสิบเอ็ด (ตุลาคม) มีการทำบุญออกพรรษา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ตอนเช้าชาวบ้านจะร่วมทำบุญตักบาตร รับศีล ฟังเทศน์ ถวายผ้าจำนำพรรษาจะร่วมทำพิธีออกวัสสาปวารณากลางคืน มีการจุดโคมไฟแขวนไว้ตามต้นไม้ หรือตามริมรั่วของวัด

- เดือนสิบสอง (พฤศจิกายน) ในเดือนนี้จะมีการทำบุญกฐินสำหรับประชาชนที่อยู่ตามริมน้ำจะมีการแข่งเรือด้วย เช่นริมแม่น้ำโขง แม่น้ำมูล แม่น้ำชี ฯลฯ เพื่อระลึกถึงอุสพญานาค หรือบางแห่งจะมีการแห่ปราสาทผึ้งเพื่อถวายพระสงฆ์ และเพื่อเป็นพระพุทธบูชาประเพณี

กิจกรรมทั้ง 12 เดือนนี้ ถือเป็นประเพณีหลักของชาวอีสานทั่วไปที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และประเพณีเหล่านี้ยังแสดงให้เห็นถึงความพร้อมเพียงร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้านสะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนอีสานที่เต็มไปเดียวความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเสียสละ แรงกายแรงใจเพื่อการกุศล ความสมานสามัคคีตลอดจนความกตัญญูรู้คุณต่อบุพการี

ลักษณะการแต่งกาย
ลักษณะการแต่งกายของกลุ่มไทยลาว มีชื่อเสียงในเรื่องการทอผ้าไหม โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ ผ้าซิ่นตีนแดง


กลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร

จากอาณาเขตที่ตั้งทางทิศใต้ของจังหวัดบุรีรัมย์ที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน คือประเทศกัมพูชา ทำให้มีการอพยพและได้รับอิทธิพลทางด้านภาษาและวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์เขมร โดยกลุ่มไทยเขมร เป็นกลุ่มประชากรไทยที่พูดภาษาเขมร มักเรียกอีอย่างหนึ่งว่า เขมรสูง ส่วนใหญ่พบในเขต 3 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ ซึ่งกลุ่มไทยเขมรในจังหวัดบุรีรัมย์ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ อำเภอสตึก อำเภอประโคนชัย อำเภอประคำ อำเภอนางรอง อำเภอกระสังและอำเภอละหานทราย

ขนบธรรมเนียมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์
                กลุ่มไทยเขมร รักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ที่เป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมไว้อย่างเหนียวแน่น ทั้งภาษาการดำเนินวิถีชีวิต และความเชื่อ ประเพณีที่มีความสำคัญได้แก่
            - พิธีแซนโฎนตา
                    พิธีแซนโฎนตาหรือการเซ่นผีปูย่าตายาย หรือผีบรรพบุรุษของชาวเขมรที่ทำเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่วงศาคณาญาติที่ล่วงลับไปแล้วได้แบ่งออกเป็นวันเบ็นตูจ และวันเบ็นทม คือสารทเล็ก และสารทใหญ่ โดยเบ็นตูจ จัดกันในวันขึ้น 14-15 ค่ำ เดือน 10 และ เบ็นทม จักขึ้นในวันแรม 14-15 ค่ำ เดือน 10 สถานที่ทำพิธีแซนโฎนตาจะเครื่องเซ่นมาเซ่นวิญญาณบรรพบุรุษที่ในเรือนบ้านของเจ้าพิธีที่จัดไว้ หรือที่ศาลโฎนตา คือศาลผีปู่ซึ่งเป็นศาล ที่อยู่ของวิญญาณบรรพบุรุษประจำหมู่บ้าน


ประเพณีโฎนตา มีลักษณะเช่นเดียวกับประเพณีไหว้ผีปู่ยาของชาวไทยลาว เป็นประเพรีที่แสดงถึงความกตัญญูรู่คุณ การตอบแทนบุญคุณตามโอกาสและตามเทศกาล ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นค่านิยมท้องถิ่นของชาวอีสานทุกหมู่เหล่าเป็นคนมีความกตัญญูรู้คุณโดยเฉพาะบุพการีและบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วก็ยังระลึกถึงอยู่เสมอ


กลุ่มชาติพันธุ์ไทย-โคราช

ไทยกูย การแต่งกายของชาวกูย หญิงสูงอายุจะนุ่งผ้าที่มีลายใส่เสื้อคอกระเช้า ใส่สร้อยคอลูกปัดเงิน นิยมใส่ดอกไม้หอมไว้ที่ติ่งหู ชาวกูยนิยมทอผ้า เช่น ผ้าจิกกะน้อย เป็นผ้าที่มีลักษณะคล้ายผ้าหางกระรอกมีสีเดียวเป็นผ้าสำหรับผู้ชายนุ่งในพิธีสำคัญๆ ลักษณะการนุ่งจะนุ่งพับจีบด้านหน้า เหมือนการนุ่งโสร่ง ผ้านุ่งสตรีนิยมทอหมี่คั่นเป็นทางแนวดิ่งยืนพื้นสีน้ำตาล มีหัวซิ่นพื้นสีแดงลายขิด ตีนซิ่นสีดำมีริ้วขาวเหลืองแดงผ้าจะกวี ผ้าที่สตรีใช้นุ่งในงานสำคัญๆ ไทยเขมร ลักษณะการแต่งกาย แต่งตามประเพณีของท้องถิ่น ผู้หญิงนุ่งซิ่น เสื้อแขนกระบอก ผ้าสไบเฉียงห่มทับ ผู้ชายนุ่งโจงกระเบน เสื้อคอกลมแขนสั้น ผ้าไหมคาดเอว และพาดไหล่และจากกลุ่มไทยเขมร เป็นประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัด จึงทำให้วัฒนธรรมของจังหวัดบุรีรัมย์โดดเด่นไปทางวัฒนธรรมเขมร ไทยโคราช ลักษณะการแต่งกาย นิยมนุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อคอกลม พาดผ้าขาวม้า ไทยลาว ลักษณะการแต่งกายของกลุ่มไทยลาว มีชื่อเสียงในเรื่องการทอผ้าไหม โดยเฉพาะในปัจจุบันที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ ผ้าซิ่นตีนแดง

ลักษณะทางด้านวัฒนธรรมการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์
ลักษณะทางวัฒนธรรมการละเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ คือ การร้องเพลงโคราช ซึ่งเป็นการร้องโต้ตอบกัน ระหว่าง ชาย หญิง แต่หาชมได้อยากในปัจจุบัน ไม่ได้รับความนิยมเหมือนจังหวัดนครราชสีมา
ลักษณะการแต่งกาย
ลักษณะการแต่งกาย นิยมนุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อคอกลม พาดผ้าขาวม้า
อาหารประจำถิ่น
อาหารประจำท้องถิ่น กลุ่มไทยโคราช มีอาหารประจำท้องถิ่น ได้แก่ ผัดหมี่โคราชและขนมจีนบ้านประโดก ซึ่งถือเป็นอาหารประจำท้องถิ่นที่คนโคราชมักจะนำมาจัดขึ้นโต๊ะอาหารบริการแขกบ้านแขกเมือง




เส้นทางแหล่งท่องเที่ยว

แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกระจายอยู่ตามพื้นที่ของจังหวัด มีภูเขาไฟที่ดับแล้ว จำนวน 6 แห่ง ได้แก่ ภูเขาไฟพนมรุ้ง ภูเขาไฟหลุบ ภูเขาไฟอังคาร ภูเขาไฟไปรบัด ภูเขาไฟเขาคอก และภูเขาไฟกระโดง ก่อให้เกิดความหลากหลายทั้งในด้านภูมิศาสตร์ประกอบกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่ก่อนสมัยทราวดี จนเกิดเป็นวัฒนธรรมบนเส้นทางแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ได้แก่

1. เส้นทางสายไหม โดยมีจุดเริ่มต้นจากอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ขึ้นไปทางเหนือในพื้นที่ 5 อำเภอ ดังนี้ อนุสาวีย์รัชการที่ 1 ศาลหลักเมืองซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่อำเภอเมือง หลังจากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางทิศเหนือผ่านวัดเกาะแก้วธุดงคสถาน (วัดระหาน) อำเภอบ้านด่าน ปรางค์กู่สวนแตง อำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ วัดศรีษะแรด (วัดหงส์) อำเภอพุทไธสง และศูนย์หัตกรรมพื้นบ้าน อำเภอนาโพธิ์

2. เส้นทางสายใต้ภูเขาไฟ ซึ่งจุดเริ่มต้นจากอำเภอเมืองบุรีรัมย์ มุ่งสู่เส้นทางสายใต้ในพื้นที่ทั้งหมด 6 อำเภอ ดังนี้ อุทยานภูเขาไฟเขากระโดง อำเภอเมือง ปราสาทไปรบัด และปราสาทเมืองต่ำ อำเภอประโคนชัย พิพิธภัณฑ์บ้านกรวด อำเภอบ้านกรวด วนอุทยานปราสาทพนมรุ้ง และวัดเขาอังคาร อำเภอเฉลิมพระเกียรติ วัดป่าละหานทราย อำเภอละหานทราย และอนุสาวรีย์เราสู้ ปราสาทหนองหงส์ อำเภอโนนดินแดง

สำนักงานวิจัยแห่งชาติ (วช)

ศูนย์ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดบุรีรัมย์

มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

ติดต่อเรา

439 ถ.จิระ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ 31000
044-611221
  • image
  • image
  • image